Dr.Wallapat View my profile

นิสัยในการช่างขีดช่างเขียนของผมน่าจะได้มาจากพ่อนี่แหละ เพราะพ่อเป็นนักอ่านตัวยง และก็ชอบที่จะส่งต่อความคิดในประเด็นต่างๆ ให้เพื่อนๆ ทางอีเมล์เสมอๆ  และหลังๆ มานี้ พ่อก็สรุปประสบการณ์ในการบริหารจัดการที่พ่อสะสมมาเต็มเอี้ยดในฐานะของมืออาชีพที่เคยเป็นกรรมการบริหารและผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขนาดใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี  และก็ส่งให้ผมอ่านเรื่อยๆ (จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็เขียนเรื่องนู้นเรื่องนี้มาได้ 7-8 ปีแล้วล่ะ แต่เป็นเรื่องทั่วๆ ไป)  ทีนี้ เสียดายที่อ่านคนเดียว รู้คนเดียว เลยตัดสินใจเอามาแบ่งปันให้อ่านกันครับ Cool


การปฏิบัติการจัดการความเสี่ยง
Practical risk management

องค์กรก็มีความเสี่ยง ธุรกิจเมื่อเกิด อาจมีโอกาสเติบโต หรือตายขณะยังไม่ทันโต แล้วทำให้เกิดความเสียหายขึ้น โอกาสเกิดมี (Chance of loss) การเกิดการสูญเสียไม่มีใครพยากรณ์ได้ 100% ( มุสลิมสอนว่า อิชาอัลเลาะห์) ใครจะคิดว่าบางจุดในชานเมือง  กทม. ทำกำแพงกั้น น้ำสูงเกือบ ๗ เมตร และอยู่ยืนยงคงที่มาเกือบสี่สิบปีไม่เคยท่วม  มาปีนี้น้ำท่วมได้อย่างไม่คาดคิด  ทุกจุดน้ำมีโอกาสท่วม  ทุกครอบครัว ทุกธุรกิจมีโอกาสสูญเสีย  (Possibility of loss)  การทำธุรกิจ บางทีอยู่ดีๆเกิดน้ำท่วมโรงงาน  น้ำท่วมเครื่องจักร น้ำท่วมโกดัง  คลังสินค้า
รถไฟที่ว่าปลอดภัย ชนกันวินาศสันตะโร  ฝนตกหน้าหนาว  หน้าร้อนอากาศหนาว  ลดแลกแจกแถมไปแล้วคิดว่าชนะแน่นอนในการเลือกตั้งยังแพ้เลือกตั้งได้ มนุษย์เราคาดเดาไม่ได้ บางคนไปพึ่งพาหมอดู ท่านก็เดาเอาเช่นกัน  ธุรกิจไปด้วยดี อยู่ๆ โรงงานไฟไหม้  หรือ สินค้าถูกต่อต้าน เช่น อาหารเจเกิดตรวจพบเนื้อ หรืออาหารฮาลาลเกิดพบว่ามีหมู อะไรทำนองนี้  ในฐานะท่านทั้งหลายเป็นหัวหน้าครอบครัว  เป็นผู้บริหาร เป็นโน่นนี่นั่นที่สำคัญคนหนึ่ง เมื่อเรายับยั้งความเสี่ยงภัยไม่ได้ เราจะเตรียมรับกันอย่างไรดี หรือจะยอมงอมืองอเท้า มีคำแนะนำว่า  น่าจะทำดั่งนี้

๑.  การเตรียมพร้อม (Readiness)  ผมพอใจพระราชนิพนธ์ของพระมงกุฎเกล้าฯ ที่ว่า แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ  บางคนยังงงว่าหวังสงบแล้วทำไมต้องเตรียมอาวุธและกำลัง หวังว่าครูของท่านคงอธิบายไปแล้ว  ท่านทำธุรกิจต้องเตรียมความพร้อม
  • ในการจัดระบบบริหาร  ระบบงานทั่วๆ อยู่ให้จัดการแก้ไขให้ดี มีรอยรั่วตรงไหน อะไรที่ทุกคนว่า ไม่ใช่เรื่องของหนู  ให้หาคนรับงานที่ว่าไปซะ
  • จัดทำมาตรการรับความเสี่ยง  ลองสมมติว่าไฟไหม้   ไฟฟ้าดับ    น้ำท่วม   คนงานสไตร๊ค์  ซัพพลายเออร์ไม่ส่งของ  สินค้าขายดี  ลองพูดคำว่า “ถ้า” แล้วคิดไปเรื่อยๆ เพราะองค์กรเขาจ้างมาให้คิด คิดไปอีก  คิดมากๆ  ดีกว่าไปตายเอาดาบหน้า  (ดาบหลังก็ตายแล้วหากไม่คิด)
  • ไตร่ตรองว่าภัยขององค์กรเราจะมีอะไรบ้าง   หาทางแก้ไว้แล้วหรือยัง   ทำเป็นแผนไว้ไหม
๒. ฉับไว (Response)  เมื่อเกิดกริยา มีปฏิกิริยาตอบสนองทันทีไหม  ทำนอง “ทันควัน”  หรือปุ๊บปั๊บไหม วางระบบไว้พอไหม เช่นเขื่อน ๑ พัง  มีเขื่อนสำรองไหม  เครื่องใช้ไม้สอยเสียมีอะไหล่พร้อมแทนทันทีไหม   ว่าจะได้ผลไหม  ทันเวลาไหม  ความฉับไวมีขั้นมีตอนไหม  ผมจะเล่าให้ฟังสักเรื่อง
  • เมื่อเราเปิดร้านฟาสท์ฟู้ดหลายสิบปีก่อน (เราขายคอม) การสั่งงานเริ่มจากเคาเตอร์ กดชื่ออาหาร  รายการจะไปปรากฏที่ห้องครัว ห้องบริหาร ห้องการเงิน ห้องบัญชี  หากวันใดคอมพิวเตอร์ของเราพัง แน่นอนว่า องค์กรต้องปิดร้าน กว่าช่างจะมา  โอ๊ยแย่เลย  เราให้องค์กรนั้นสำรองคอมไว้ ๑ ชุดในราคาแสนถูกและสอนคนภายในให้ดำเนินการได้ก่อนที่ช่างเราจะไป  ไม่มีปัญหาปิดร้านกลางคันที่ทำให้ธุรกิจเสียหาย  ณ บัดนี้ธุรกิจนี้รุ่งเรืองขยายงานไปมากเลย
  • อีกสักเรื่อง ผมเคยเล่นปืนลูกโม่หมุน แล้วขยับไปเล่นออโตเมติก ระดับโรงงานทำมา ๑๐๐ ปีทีเดียว ต่อมาพบว่า ออโตฯ มันดี  ยิงแล้วบรรจุลูกกระสุนเข้ารังเพลิงให้  ลูกมีมาก  แต่หากลูกปืนเก็บไว้นานๆ  แรงระเบิดจะลดลงทำให้แรงดันการทำงานออโตขัดข้อง  ณ บัดนั้นความตายมาเยือนเพราะปืนพอๆ กับไม้ตีพริก  แต่ปืนรีวอลเวอร์  หากนัดนี้ไม่ลั่น  นัดต่อไปมาแทน   บางคนว่ามีลูกกระสุนแค่ ๖ หรือ ๗ ยิงหมดต้องนั่งกรอกกระสุน  เอ๊าผมก็มี Speed Loader  ที่เทลูกใส่รังเพลิงภายในเสี้ยววินาทีทันทีอีก ๖ นัดเลย   มันรวดเร็วพอๆกับปืนออโตฯ นี่เป็นตัวอย่างของการคิดเรื่องฉับไว  ในฐานะผู้บริหาร ลองสมมติทดลองความฉับไวในองค์การของท่านดู ผมเคยไปโรงงานไต้หวัน  อยู่ๆ เขาเผาบางส่วนในโรงงานโดยไม่บอกล่วงหน้า เพื่อทดสอบการทำงาน  เจ๋ง คับ ไม่ใช่เจ๊ง
๓.  การกู้ภัย (Rescue)  เมื่อมีปัญหาความเสี่ยงภัย การกู้ภัยที่มีแผนจะทำได้รวดเร็ว ได้ผล เอ้าว่านายใหญ่ล้มลงในห้องทำงาน ท่านจะทำอย่างไร  ใครหารถ ใครปฐมพยาบาล  เบอร์โทร  เบอร์ครอบครัว  โรงพยาบาลไหน อะไรๆๆๆๆ ทันเวลา ความเสี่ยงภัยลดลงเท่าไร อย่ามาโทษกันทีหลังว่า คนนั้น คนนี้เป็นตัวช้า  ไม่ใช่ตำหนิ  น้ำท่วมคราวนี้  การกู้ภัยเป็นอย่างไร โปรดศึกษากันให้ถ้วนถี่เถิด แล้วหันหลังมาดูงานที่ท่านทำ

๔.  การฟื้นฟู ( Rehabitation) เมื่อภัยเกิด  ท่านเยียวยาอย่างไร คิดไว้ก่อนแล้วไหม มีขั้นตอนอย่างไร  ซ่อมแซมอย่างไร  ใช้เวลานานไหม ถ้านานไป นายใหญ่ก็เอาคนอื่นมาทำงานแทนท่าน  การประกันภัยมีไหม   เยียวยาแล้ว ถ้าระบบแย่ๆ มีคำตำหนิมา  ใครจะรับไปเต็มๆ

๕.  สู่ปกติ (Resumption)  เมื่อพังไปแล้วใช้เวลากี่วัน ต้นไม้เอาที่ไหนมาปลูก  ช่างเอาที่ไหนมาซ่อม  ทันใจ ถูกใจไหม ถ้าท่านมัวอืดอาด สมแล้วที่นายใหญ่เอาคนอื่น คนรุ่นใหม่ใจถึงมาทำแทนท่าน

ณ วันนี้ไปลองทำการประเมินความเสี่ยงดู  ประเมินผลกระทบจากภัย   ความรุนแรง   การจัดลำดับความเสี่ยงภัย  พ่อผมสอนว่า บางทีเราไม่ประมาท แต่คนอื่นประมาทก็มี  รวมถึงภัยที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น การเมืองบ้าๆ  เศรษฐกิจ  การเงินการคลัง ลมฟ้าอากาศ   รัฐบาล  นักการเมือง  ลูกค้า  สังคม ฯ 

พระพุทธองค์ตรัสก่อนปรินิพพานว่า จงอย่าตั้งอยู่ในความประมาท


Leadership (ภาวะผู้นำ)

 
ผมได้ทำความรู้จักกับคำว่า Leadership (ภาวะผู้นำ) ครั้งแรกเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน สมัยเรียนปริญญาตรีที่คณะบริหารธุรกิจ ในครั้งนั้น ความเข้าใจ "แบบตื้นๆ" ของผมก็มีเพียงแค่รู้ว่าองค์กรจะดีได้ต้องอาศัยผู้นำองค์กรที่มีภาวะผู้นำสูง แต่ก็ไม่ได้ศึกษาอะไรเพิ่มเติม  จนกระทั่งมาศึกษาเรื่องนี้อีกครั้งอย่างจริงๆ จังๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งภาคทฤษฎีที่ผ่านการศึกษาและทำวิจัยในระดับปริญญาเอก รวมทั้งนำมาปฏิบัติจริงในองค์กรธุรกิจ ทั้งในมุมที่เป็นส่วนหนึ่งของการถูกพัฒนาภาวะผู้นำ และในมุมของผู้ที่เป็น Change Facilitator ซึ่งก็ได้รับประสบการณ์ที่ดีและรู้ "ลึก" มากขึ้น จึงอยากจะแบ่งปันทฤษฎี ประสบการณ์ และกรณีศึกษา ผ่านมุมมองของผมเองต่อคำว่า "ภาวะผู้นำ" ให้ผู้ที่สนใจได้รับทราบกันต่อไปนะครับ


ความหมายของคำว่าภาวะผู้นำ
 
ช่วงที่ทำวิจัย ผมต้องอ่านเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำมาก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ตำรับตำราทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (แต่ส่วนใหญ่จะเป็นภาษาอังกฤษมากกว่าเพราะทำวิจัยเป็นภาษาอังกฤษ) รวมทั้งบทความ วารสาร ฯลฯ  ทำให้รู้ว่าคนทั่วโลกต่างกำหนดนิยามของคำว่าภาวะผู้นำกันไปค่อนข้างหลากหลายมาก ซึ่งถ้าหยุดเวลาไว้ในปี 2007 พบว่ามีผู้นิยามความหมายของภาวะผู้นำไว้ตั้งแต่เริ่มต้นศตวรรษที่ 20 มากมายถึง 130 ความหมาย ด้วยกัน แต่จากการอ่านไปอ่านมา ผมก็พบว่ามีอยู่หนึ่งความหมายที่ผู้คนส่วนมากเห็นตรงกันก็คือ "ภาวะผู้นำ หมายถึง การชี้ให้เห็นทาง (To show the way)" นั่นก็หมายถึงว่าผู้ที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้น จะต้องสามารถพาคนทั้งหลายที่เป็นผู้ตามเดินไปในเส้นทางที่ปลอดภัยถึงจุดหมายแน่ๆ หรือดำเนินการในเรื่องต่างๆ ที่น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนนั่นเอง 


ทักษะความเป็นผู้นำ (Leadership Skills)

งานวิจัยของผมนั้นเกี่ยวข้องกับการศึกษาว่าทักษะความเป็นผู้นำประเภทใดบ้าง (Leadership Skills) ที่มีส่วนในการส่งเสริมต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กร ซึ่งผมได้แบ่งทักษะความเป็นผู้นำออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ กลุ่มทักษะความเป็นผู้นำที่สำคัญในช่วงเริ่มต้น (Setup Phase)  กลุ่มทักษะความเป็นผู้นำในช่วงการดำเนินงาน (Implementation Phase)  และกลุ่มทักษะความเป็นผู้นำในช่วงติดตามและผลักดัน (Follow-up Phase) 


กลุ่มทักษะความเป็นผู้นำที่สำคัญในช่วงเริ่มต้นนั้น สะท้อนให้เห็นถึง   'การชี้ให้เห็นทาง' ดังความหมายหลักที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความหมายไว้ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ทักษะ ได้แก่ ทักษะในการจุดประกายให้ทีมงานมีวิสัยทัศน์ร่วม (Inspiring the shared vision)  ทักษะในการกระตุ้นและส่งเสริมให้ทีมงานกำหนดเป้าหมายที่ท้าทายเพื่อที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ร่วม (Challenging staff in establishing a set of goals to implement the shared vision)  และทักษะในการกำหนดแผนงาน/ โครงการที่ดีเพื่อมุ่งบรรลุเป้าหมายที่ท้าทาย (Crafting the initiative with staff to achieve goals)


สำหรับกลุ่มทักษะความเป็นผู้นำในช่วงการดำเนินงานนั้น มีจุดมุ่งหมายหลักอยู่ที่การส่งเสริมให้ทีมงานมีความเต็มใจ กระตือรือร้นที่จะปฏิบัติตามแผนงาน/ โครงการที่กำหนดไว้ ด้วยใจที่มุ่งมั่น ทำงานด้วยความรัก และเต็มที่กับงาน ด้วยความภาคภูมิใจในภาระรับผิดชอบของตน เพื่อที่จะช่วยกันทำให้เป้าหมายที่กำหนดไว้นั้น บรรลุตามที่กำหนดไว้ โดยที่ผู้นำจะต้องมีส่วนร่วมทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการผ่านเครือข่ายสังคม ซึ่งจะมีทักษะที่สำคัญอยู่ 6 ทักษะ ได้แก่ ทักษะในการอำนวยการ หรือปลดล็อคอุปสรรคทุกอย่างที่จะทำให้ทีมงานไม่สามารถดำเนินงานตามที่กำหนดไว้ได้ (Enabling staff to implement the plan)  ทักษะในการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้ทีมงานสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่น (Providing budget and allocating resources to support the plan)  ทักษะในการเป็นโค้ชที่ต้องคอยให้คำแนะนำและกระตุ้น ปลุกเร้าให้ทีมงานสามารถดำเนินงานได้อย่างดี (Coaching, encouraging the heart, the leadership teams)  ทักษะในการให้คำปรึกษา พูดคุย และแนะนำถึงประเด็นที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการดำเนินงานต่อทีมงาน (Consulting and communicating staff on important issues)  ทักษะในการปรับกระบวนการทำงานสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการดำเนินงานของทีมงาน (Modeling key processes tomanage change and solve problems)  ทักษะในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อช่วยให้การดำเนินงานของทีมงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (Constructing collaborative network, facilitating, among all stakeholders) 




ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าในช่วงของการดำเนินงานนั้น มีทักษะความเป็นผู้นำที่สำคัญค่อนข้างมาก ซึ่งก็ตรงกับสถานการณ์ที่เราพบเห็นได้ทั่วไปว่า ในหลายๆ โครงการมักจะมีการวางแผนที่ดี สวยหรู แต่พอถึงเวลาปฏิบัติจริง ก็มีอันเป็นไปค่อนข้างมาก เนื่องจากในช่วงการวางแผนนั้น ปัจจัยที่นำมาวิเคราะห์ทั้งหลายก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ระหว่างที่ดำเนินโครงการจริง กลับมีอะไรก็ไม่รู้ โผล่มาสร้างความท้าทายอยู่ตลอด จึงจำเป็นที่ผู้นำจะต้องแสดงฝีมือในช่วงนี้ให้มากๆ เพื่อความสำเร็จของโครงการ


ในส่วนสุดท้ายก็จะเป็นกลุ่มทักษะความเป็นผู้นำในช่วงติดตามและผลักดัน ซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า 2 กลุ่มทักษะที่ผ่านมา เพราะในระหว่างทำงาน คนเราก็ต้องมีช่วงสนุกบ้าง ท้อบ้าง เหนื่อยบ้าง ทำให้ต้องมีการกระตุ้นกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ ผมมองว่าภาวะผู้นำนั้นเป็นเหมือนกระบวนการในการกระตุ้นทีมงานให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ร่วมกัน โดยที่งานที่ทุกคนร่วมกันทำนั้น ทีมงานต้องเห็นถึงคุณค่าของมัน เป็นงานที่ทุกคนมีความสนใจร่วมกัน และมีแรงจูงใจที่ตอบสนองความต้องการ แรงขับ รวมถึงความคาดหวังของทั้งผู้นำและทีมงานด้วยกันเอง ซึ่งมีทักษะที่สำคัญอยู่ 3 ทักษะด้วยกัน คือ ทักษะในการเจรจาต่อรองที่จะให้ทีมงานทุกคนยังคงยึดมั่นในเป้าหมายที่ร่วมกันกำหนด (Maintaining performance expectations)  ทักษะในการกระตุ้น ปลุกเร้าทีมงานให้มีการพัฒนาปรับปรุงวิธีการทำงานอย่างต่อเนื่อง (Encouraging staff to continuously improve the plan)  และทักษะในการส่งเสริมคนดี คนเก่ง อย่างมีนัยสำคัญ ผ่านทางการให้ผลตอบแทนหรือการชื่นชมยินดีกับความพยายามของทีมงานในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (Encognizing and rewardign staff) 


โมเดลในการพัฒนาภาวะผู้นำ

จากข้อมูลที่ได้รับในการวิจัยของผมนั้น ทั้ง 12 ทักษะที่จัดแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มนั้น ผมพบว่ามีอยู่ 3 ทักษะที่มีความสำคัญมากและควรได้รับการพัฒนาเป็นลำดับแรกๆ เพราะจะสามารถสร้างโมเมนตัมต่อการนำทีมงานให้สามารถดำเนินงานให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อย่างดี ซึ่งทั้ง 3 ทักษะนั้น คือ ทักษะในการจุดประกายให้ทีมงานมีวิสัยทัศน์ร่วม (Inspiring the shared vision)  ทักษะในการอำนวยการ หรือปลดล็อคอุปสรรคทุกอย่างที่จะทำให้ทีมงานไม่สามารถดำเนินงานตามที่กำหนดไว้ได้ (Enabling staff to implement the plan) และทักษะในการเจรจาต่อรองที่จะให้ทีมงานทุกคนยังคงยึดมั่นในเป้าหมายที่ร่วมกันกำหนด (Maintaining performance expectations)  โดยที่ผมได้จัดทำเป็นโมเดลในการพัฒนาภาวะผู้นำที่ส่งเสริมต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กร ดังรูปต่อไปนี้ ซึ่งผมตั้งชื่อไว้ว่าใบพัดแห่งการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำ "The Leadership Skills Propeller"




ในคราวต่อไป ผมจะทะยอยเล่าเรื่องภาวะผู้นำในสถานการณ์ต่างๆ ที่ไม่ใช่เป็นเชิงวิชาการมากนักนะครับ เพราะเดี๋ยวจะอ่านไปหลับไปกันซะก่อน ฮ่าๆๆๆ

สวัสดีครับทุกท่าน ^.^

ชัตเตอร์กดติดวิญญาณ

posted on 28 Jan 2011 13:30 by drwallapat in ThinkOutloud



เวลามีใครมาบ่นกับผมว่า ปวดคอหรือว่าปวดไหล่ ผมมักจะแกล้งบอกพวกเขาเสมอว่า "เอ๊ะ..หรือมีใครมานั่งอยู่คอ (หรือบนบ่า) หรือเปล่านะ" จนกลายเป็นมุกประจำตัวไปแล้ว ว่าแล้วก็ให้น้องในทีมมาช่วยเป็นนายแบบสุดหล่อคู่กับหมีน้อยวรนุช (ชื่อของเจ้าหมีน้อยน่ะ) เผื่อว่าใครที่ยังไม่เคยดูหนังเรื่องชัตเตอร์กดติดวิญญาณจะได้พอนึกภาพออก

จะว่าไปแล้วผมรู้สึกว่าจำนวนคนที่บ่นเรื่องนี้นั้น นับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องเก็บมาคิดว่ามันมีสาเหตุอะไรกันบ้างนะ  ซึ่งถ้าค้นคว้าดูโดยส่วนใหญ่ก็จะเข้าข่ายของการประสบอุบัติเหตุ การยกของหนัก อายุที่มากขึ้นแล้วกระดูกคอมีปัญหา หรือแม้กระทั่งการนอนตกหมอน ซึ่งคงจะต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีสุดคลาสสิค คือ การเอาหมอนไปตากแดด (ฮ่าๆๆๆ)  แต่เท่าที่ผมสังเกตุ (โดยไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับวิญญาณที่ไม่รับเชิญ และก็ยังไม่ขอจะข้องเกี่ยวบ่อยๆ นัก) จากมุมมองของคนทำงานสำนักงาน พบว่าน่าจะมาจาก 2 ปัจจัยใหญ่ๆ

สาเหตุแรก น่าจะมาจากการที่หนุ่มสาวออฟฟิศจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งแน่นอนว่าท่าทางในการใช้คอมพิวเตอร์นั้นน่าจะส่งผลกระทบต่ออาการปวดเมื่อยคอไม่มากก็น้อย เพราะต้องยกแขนขึ้นมาพาดโต๊ะ ขยับข้อมือและนิ้วก๊อกๆ แก๊กๆ ทั้งวัน  นอกจากนี้ เวลาที่ควรจะได้พักผ่อน ยืดเส้นยืดสาย เช่น ช่วงเวลาอาหารกลางวัน ก็ยังติดนิสัยควักกล่องข้าวขึ้นมา หรือไปซื้ออาหารสำเร็จรูปมานั่งแปะหน้าจอคอมพ์เหมือนเดิม (แต่ผมว่าคราวนี้ไม่น่าจะทำงานแล้วล่ะ  แต่อาจจะเลือกพักผ่อนด้วยการอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ทักทายเพื่อนๆ ตาม social network ต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมาย)  นอกจากนี้ การที่องค์กรส่วนใหญ่เปลี่ยนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ PC มาเป็น Notebook นั้น ก็มีส่วนสำคัญมากทีเดียว เพราะทำให้ท่าทางการใช้ PC ที่นั่งหลังตรง (ดุจนางพญา ถ้าคุณมีบุคลิกที่สวยปราดเปรียว หุๆๆๆ) ไปเป็นการนั่งแบบให้ความเคารพคนที่นั่งตรงข้าม เพราะจะต้องก้มหน้าลงดูที่จอ Notebook นับเป็นเวลาหลายชั่วโมง  ซึ่งจากประสบการณ์ตรงของผมนั้น หลังจากที่ขอให้ฝ่ายไอทีช่วยจัดหาจอคอมพิวเตอร์ใหญ่ๆ เพื่อมาต่อกับ Notebook ให้นั้น อาการปวดตาที่เกิดจากการนั่งจ้องตัวหนังสือเล็กๆ และอาการปวดคอก็หายเป็นปลิดทิ้งไปเลยทีเดียว

สาเหตุที่สอง น่าจะมาจากความเครียดจากการทำงาน เพราะเมื่อปีที่ผ่านมา มีพี่ที่ทำงานอายุ 40-50 ถึง 2 ท่านทีเดียวที่ต้องไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการปวดคอซึ่งมีที่มาจากความเครียดสะสมจากการทำงาน ทำให้ต้องใส่ปลอกคอสีขาวกันเป็นเดือนๆ หลายคนคงแปลกใจว่ามันเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร ผมเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน  แต่ก็มีข้อสมมติฐานส่วนตัวที่พบจากการเลี้ยงหมาน้อยที่บ้าน เพราะทุกครั้งที่ "เจ้าโนริ" เกิดอาการยัวะหมาข้างบ้าน หรือกำลังขู่ฟ่อๆ นั้น แผงขนซึ่งไล่มาตั้งแต่คอจนถึงกลางหลังก็ชูชันขึ้นมาทันที นั่นแสดงให้เห็นว่าอาการเครียดนั้นน่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกล้ามเนื้อบริเวณนั้น และในเมื่อทั้งมนุษย์และสุนัขก็ต่างเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน (เอ้ย...ไม่ใช่ ต่างเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนกัน) จึงน่าจะมีความเกี่ยวข้องกันบ้างนะครับ

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ถ้าท่านที่มีอาการปวดคอแล้วยังหาสาเหตุไม่พบจริงๆ ในทางแพทย์ล่ะก็ ผมขอแนะนำให้เข้าวัดเข้าวาทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรของท่านบ่อยๆ ก็น่าจะดีนะครับ ฮ่าๆๆๆๆ

แล้วพบกันใหม่ครับ ... So long